วันนี้พอดีว่างๆ แล้วก็กำลังสมองตันกับการปั่นรายงานพอดีเลยมาเขียนบล็อกเล่นหน่อย =w=" เหอๆ
 
แล้วเรื่องราวในบล็อกวันนี้ก็เป็นเรื่องที่อ่านมาจากกระทู้ของน้องคนหนึ่งที่โพสไว้ใน exteen นี่แหละครับ
 
เอ้า! เข้าเรื่องดีกว่า
 
ผมขอถามทุกคนเลย! ว่าคุณเรียนจบ ม.6 หรือปวช. ปวส. etc. อะไรพวกนี้มาใช่ไหมครับ?
 
สุดท้ายหวังอะไรหลังจบ ม.6 มา? ทำงาน? ไม่มีทาง!!
 
คำตอบที่หลายๆ คนตอบโดยไม่เสียเวลาคิดคือ "เรียนต่อมหาวิทยาลัย"
 
แน่นอนว่าจะเป็นชั้นนำของรัฐบาลหรือจะเอกชนดังๆ สักแห่งก็ได้ เรียนจบมาแล้วก็ทำงานใช่ไหมครับ?
 
ผมว่าคนที่กำลังสอบหรือรอผลอยู่คงจะได้ยินคำปรามาสอย่าง
 
"ไม่ได้หรอกที่นี่น่ะ แกมันสมองไม่ดี"
 
"หวังสูงไปป่าวววววว?"
 
"หัวอย่างแกไม่ได้เรียนหรอก"
 
etc.
 
เอาล่ะ ยกยอดไว้ละกันว่าจะว่ายังไงก็ช่าง
 
เอาละ พอได้เข้าเรียนเคยถามตัวเองไหมครับ? ว่าไปเรียนที่นั่นน่ะเพื่ออะไร? อยากได้ชื่อว่าจบมาจากที่นั่นเหรอ?
 
หรือว่าไม่รู้สิ สมองฉันได้แล้วดังด้วย เรียนจบไปก็คงได้งานดีๆ ทำ
 
เอาล่ะ เรื่องทุกอย่างของผมที่อยากบ่นก็เริ่มจากตรงนี้
 
หากว่าใครทนไม่ไหวก็ขอโทษไว้ ณ ตรงนี้เลยนะครับ
 
ผมถามคุณอย่างเดียว
 
"อะไรเป็นเครื่องยืนยันว่า เรียนที่นี่ จบมาได้งานทำแน่ๆ ?"
 
ผมรู้สึกว่ามันไม่เชิงอย่างนั้นหรอกนะ
 
คุณเก่งจริงๆ บริษัทดังๆ ก็จะมาช้อนคุณไปทำงานก็ใช่อยู่ ไปยื่นที่ไหนก็ได้ หากว่าเกรดสูงๆ
 
ถามหน่อย หากว่าคุณเป็นคนเกรดกลางๆ + ล่างๆ ล่ะ? ไม่ใช่หัวกะทิ เนื้อกะทิแต่เป็นหางกะทิล่ะ?
 
จะทำอย่างไร?
 
กระทู้ที่ผมไปอ่านมานั้นทำให้ผมรู้สึกได้ว่าการดูถูกเหยียดหยามนั้นซ่อนอยู่ทุกมุมของสังคม
คนที่ตั้งกระทู้ไว้นั้นเธอบ่นอย่างน้อยใจเชิงประมาณว่า
 
"หนูหัวไม่ดีหรอก จะไปเรียนมหาลัยดังๆ เหมือนที่ลูกคุณน้า (ที่ดูถูกหนูจัง) เรียนได้ยังไงกันคะ?"
 
ผมคิดว่าน้าคนนั้นคงจะคิดว่า ลูกเขาเรียนเก่ง ได้เรียนในมหาวิทยาลัยดีๆ จบมาต้องมีงานทำแน่!!
 
ทว่าผิดไปแล้ว ความคิดแบบนั้นกรุณานำไปย่อยสลายเป็นอาหารเป็ดเถอะท่าน
 
น้าผมที่เป็นเจ้าของบริษัทยังเคยพูดกับผมประมาณว่า
 
"สมัยนี้คนน่ะอ่อนไหวง่าย พวกที่เรียนจบมาจากมหาลัยดังๆ ก็คิดว่าตัวเองเก่ง
ก็พากันย้ายหนีงานไปที่อื่นกันเป็นว่าเล่น แต่ไม่ลองอดทนเรียนรู้งานให้ดีๆ เลย
เอะอะปรับตัวแค่เรื่องเล็กน้อยไม่ได้ก็หนีไปละ แต่พวกที่เรียนจบมาจากชั้นกลางก็ยังอดทนเรียนรู้งานได้งานดีๆ ทำตั้งหลายคน"
 
แน่นอน ผมได้เห็นตัวอย่างคนหนึ่งเช่นกัน บก. ของโต๊ะข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง (ขอสงวนชื่อไม่บอกโต๊ะข่าว + หนังสือพิมพ์ครับ)
 
บก. ท่านนี้เรียนจบมหาวิทยาลัยรามคำแหงมา แต่ยังเป็นได้ถึงโต๊ะข่าวหนังสือพิมพ์ทีเดียว
 
ใช่... ผมคิดว่าไม่จำเป็นหรอก ที่คุณจะได้เรียนในมหาวิทยาลัยดังๆ เรียนในสถานที่ๆ เหมาะสมกับตัวคุณดีกว่า
 
เรียนในสิ่งที่คุณอยากเรียน เรียนในที่ๆ พอดีกับตัวของคุณ อย่าใหญ่เกินไปจนคุณไล่ตามไม่ทัน
 
ผมชอบประโยคหนึ่งที่เกี่ยวกับที่ผมพูดเมื่อครู่นี้มาก ได้มาจาก a day bulletin ขอฝากไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
 
"The thing that is really hard , and really amazing,
is giving up on being perfect and begining to work on becoming yourself."
 
ประโยคนี้ของ Anna Quindlen นักเขียน, นักหนังสือพิมพ์และคอลลัมนิสต์ของ New York Times ครับ และเธอก็ได้รางวัลพูลิตเซอร์ในปี 1992 ด้วย
 
แล้วตั้งใจให้เต็มที่ แล้วคุณจะรู้เอง
 
"ว่าจริงๆ แล้ว การหางานจริงและสนามหางานจริงต่างหาก คือสถานที่ๆ วัดความสามารถและศักยภาพของคุณ"
ช่วงนี้เจอหลายๆ เรื่องให้ปวดหัวมากเลยครับ งานก็เยอะอีกเลยปล่อยให้ที่นี่ร้างเลย (อ้าว 55+)
แต่วันนี้มีสองเรื่องที่ทำเอาผมต้องมาเขียนสักหน่อย ระบายให้ทุกคนได้อ่านสักนิดด
เรื่องแรกประมาณสองสัปดาห์ก่อนได้ครับ ตอนนั้นไปซื้อนิยาย =w= พอดีดองไม่ได้เก็บหลายเล่มละ
(ชานะ โทระฯ etc.)
เลยไปซีเอ็ดฮะ ตอนนั้นเลือกเล่มอยู่ (เรื่องมาก--- อยากเก็บเล่มสวยๆ ไว้ไง =w=")
แล้วมันก็
"ตุ๊บ!! โครม!!?"
เฮ้ย อะไร(วะ)ครับ ไม่ได้ร้องหรอกนะ แต่ตกใจ หันไปทางต้นเสียง
แม่เจ้า! พนักงานร้านหนังสือโยนหนังสือลงจากชั้นโครมๆ หยั่งกะอะไรดีเลยว๊อยยยยยย = ="
เห็นแล้วทนไม่ได้อะ เป็นคนชอบหนังสือแต่เห็นแบบนี้แล้วโกรธแทบตาย โอ๊ยยยยยย อยากเข้าไปชกจริงๆ
คุณโยนหนังสือกันโครมๆ อย่างนั้นน่ะ ผมถามหน่อย คุณไม่รู้สึกเคารพหรือรักหนังสือเลยเหรอ?
แต่ยังดี ท่องเอาไว้ "เย็นไว้ลูกเย็นไว้-----" ซื้อเสร็จปั๊บรีบกลับบ้านปุ๊บเลย =3="
ไม่งั้นได้มีเรื่องกับพนักงานก่อนแน่ๆ
เรื่องแรกก็ประมาณนี้แหละฮะ
เรื่องสองนี่เพิ่งเจอเมื่อเช้าๆ นี่เอง ตอนนั้นขึ้น BTS มาถึงแถวๆ สถานสุรศักดิ์
มีพี่คนนึงมีอายุละ หอบของหนักพอตัวอยู่ ร้องบอกคน (ซึ่งแน่นมาก) "ขอลงหน่อยค่ะๆ" แต่คุณคิดว่ายังไง?
เขาหลบไหม?
คำตอบก็... ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นแหละ
ไม่ยอมถอยไปยืนที่เทอร์มินัลสักแปป
ให้พี่เค้าลงก่อนพอประตูปิดเค้าก็ไม่ได้ลง
เป็นยังไง? ร้องไห้สิครับ
พี่เขาร้องไห้จนจะแย่ ยังดี มีคนมีน้ำใจคอยปลอบคอยช่วยและยื่นยาหอมให้ดมบ้างนะ
แล้วน้าเขาก็ลงที่สถานีศาลาแดง
แต่ถามหน่อย หากว่าเป็นคุณ หากว่าคุณกำลังรีบ คนที่คุณรักกำลังมีปัญหา ต้องการให้เราไปหาให้เร็วที่สุด
แล้วเจอแบบนี้แล้วคุณไปหาเขาให้ทันเวลาไม่ได้
คุณจะร้องไห้เหมือนพี่เขาไหม?
ขอบคุณพี่ๆ ที่มีน้ำใจช่วยเหลือให้พี่คนที่กำลังเป็นทุกข์ได้ผ่อนคลายนะครับ
แต่คนที่ยืนทื่ออยู่อย่างนั้นน่ะ ผมถามคุณหน่อย
คุณสะกดคำว่าน้ำใจเป็นไหมครับ?

edit @ 10 Nov 2010 10:40:11 by 暁或無_-_Akatsuki Arumu

edit @ 10 Nov 2010 10:42:24 by 暁或無_-_Akatsuki Arumu

ขายดอกไม้ประดิษฐ์จากดินญี่ปุ่นครับ

รับทำดอกไม้จากดินญี่ปุ่นตามออเดอร์ครับ โทรมาคุยกันก่อนได้ครับ

ขายอุปกรณ์ทำดอกไม้และรับสอนด้วยนะครับ สอนทุกวันอาทิตย์ เวลาเก้าโมงเช้าถึงบ่ายสามโมงเย็น

แผนที่ผมอัพไว้ในร้านของผมที่ Facebook นะครับ

ลิ้งค์ไปร้านของผม : http://www.facebook.com/group.php?gid=133416850015953

ฝากด้วยครับ ^^

The Messenger

posted on 30 May 2010 19:24 by kissaten

ตอนนี้กำลังเขียนนิยายอย่างเมามันส์อยู่ครับ ใน Dek-d เรื่อง The Messenger

ถ้าหากว่าใครเคยอ่านแล้ว เรื่องนี้คุณ Black Diamond (เพื่อนสนิทผม) เค้าเขียนมาก่อนแล้วล้มโปรเจ็ค

เอาละวา~~ เนื้อเรื่อง+โครงดี แต่เจ้าของไม่สาน งั้นข้าน้อยก็ขอไปสานน่อ

"โฮ่ยยย Black Diamondคุง~ The Messenger ที่ไม่เขียนอะขอเอามาเขียนได้ป่าววว" ข้าน้อยพูดอย่างนั้นเมื่อวันก่อนที่โทรไปหาเล่นๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะกลับไปเรียนต่ออินเดีย

(ต่อจากนี้ขอย่อว่า BD)

"เอาสิ... เรื่องนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนต่ออยู่ เอาไปเขียนก็ได้" BDคุงว่าอย่างนั้นแล้วก็ส่งเนื้อเรื่องต้นฉบับ + Lecture เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลายๆ ส่วนที่ตั้งใจจะเขียนให้ =w=

ตอนนี้เลยเขียนไปได้ 8-9 ตอนละ =w= และกำลังจะหมุนเข้าประเด็นหลักในไม่ช้า (หลังจากออกทะเลตามใจคนเขียนมาหลายหน้า โฮะๆๆๆ)

ถ้าใครเคยอ่านมาก่อน (มีมะหว่า) ก็คงจะรู้สึกแปลกๆ ถ้าได้มาอ่านแบบของผมนะ =w= เหอๆๆ

คาแรคเตอร์หลายๆ ตัวก็เปลี่ยนชื่อ อย่าง ยูเมะ --> มายุมิ

เร็น --> ชิรานามิ เร็น อัลเตอร์ไลฟ์

โคโนะคาตะ ทัตสึกิ --> ฟุยุมิยะ นัตสึกิ

พี่สาวของทัตสึกิ (นัตสึกิปัจจุบัน) --> ฟุยุมิยะ มุตสึกิ

เปลี่ยนเยอะจิ๊งตรู 555+ ไหนจะเพิ่ม Original ของตัวเองลงไปอีก สนุกกับการละเลงมากมาย 55+

ถ้าใครอยากลองไปแหยมๆ ดูนะฮะ ก็ไปตามลิ้งค์ด้านล่างเลย

http://writer.dek-d.com/hinatas126/writer/view.php?id=594826

ปล. ขอคอมเม้นท์เป็นหลักนะฮะ ^^ ถ้าเรื่องยังไม่โดนใจก็ไม่ต้องประเมิน 100% ให้ก็ได้นะ ^^

ปล.2 คนเขียนชอบอ่านคอมเม้นท์ =w=

แล้วเจอกันนะ~

บางทีเราคงรู้สึกกันละมั้ง ว่าเอ~ ทำไมเราคิดอะไรไม่เข้าท่า มองโลกแง่ร้ายและทำงานไม่ดีตามที่บอสบอกนะ

คงเพราะเราผิดเองมั้ง

ไม่หรอกนะครับ ผมว่าเราคงต้องเปลี่ยนสูตรความคิดกันนิดหน่อย

แค่คิดว่าเราผิดเอง เท่านั้นโดยโทษตัวเองส่งเดชคงไม่ดี

งั้นเอาง่ายๆกับ 6 ข้อที่จะทำให้คิดบวกทำงานบวกละกันนะครับ (ได้มาจาก Be Trend@Paragon)

1. In every company, look for positive person to associate with.

= ลองทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานดีๆที่คิดบวกในที่ทำงานสักคน ชีวิตจะสดใส

2. In every meeting, look for one more interesting idea.

= ในการประชุมทุกครั้ง พยายามเพิ่มเติมไอเดียใหม่ๆเข้าไปเสมอๆ

3. In every step of success is preparedness.

= ทุกย่างก้าวของความสำเร็จมาจากการเตรียมพร้อม

4. With yourself, keep a list of your goals, positive thoughts and action.

= พยายามไปถึงเป้าหมายของคุณในทุกๆเป้าหมายด้วยความคิดและการกระทำที่ดีด้วยตัวเอง

5. With every friend, explain a new idea you've just learned.

= แชร์ประสบการณ์และไอเดียใหม่ๆให้เพื่อนคุณฟังเสมอๆ

6. With every boss, ask a smart question.

= คิดให้ดี ตั้งคำถามที่มีประโยชน์และดูฉลาดกับเจ้านายของคุณ

 

ผมคิดว่าหกข้อนี้คงช่วยให้โลกของคุณสดใสขึ้นมาเป็นกองทีเดียวล่ะครับ

สู้ๆครับ ขอให้ทุกคนมีวันที่ดี ^^  

edit @ 10 Nov 2009 09:02:21 by 暁或無_-_Akatsuki Arumu

โอ๊ะโอ๋? Mazda RX-9 เหรอ?

posted on 06 Oct 2009 20:19 by kissaten

Mazda RX-9

 

ที่ได้เห็นภาพตรงนี้อย่าเพิ่งแปลกใจอะไรนะครับ

 

ภาพนี้คือ Mazda RX-9 ที่กำลังจะขึ้นสายพานการผลิตของมาสด้าในสองสามปีหน้านี้นะครับ (ถ้าข่าวมาไม่ผิด)

แต่เริ่มทำำหน้างงแล้วสิ? RX มันคืออะไร? มันมีตัวตนอยู่ด้วยเหรอ?

ถ้าไม่แน่ใจจะขอเริ่มนำเสนอตระกูล RX ละกันนะ

RX-3 

เริ่มต้นโดยต้นตระกูลของสาย RX โดยรุ่นคุณปู่ Mazda RX-3 จ้า กับเครื่องโรตารี่ 12B

RX-7 FB

แล้วก็มาเป็น FB คันแรกที่เริ่มดังของมาสด้าสมัยก่อน สังเกตนะครับว่าประตูกลายเป็นสองประตูละ

RX-7 FC3S 

แล้วก็มาสู่รุ่น FC3S <-- อันนีั้เป็นชื่อตัวถังรถครับ... รุ่นนี้ เริ่มเป็นสปอร์ทที่สวยขึ้นทุกทีๆ

RX-7 FD3S 

แล้วมันก็ก้าวมาถึงจุดสุดยอดของสาย RX-7

โดยโค๊ดตัวถัง FD3S มาสด้า RX-7 รุ่นนี้อาจจะเรียกว่าราชันย์แห่งสปอร์ทของมาสด้าก็ได้นะครับ

สวยจนกลายเป็นดาวค้างฟ้าในวงการรถไปอีกคัน

ถ้าถามว่าความดังมันขนาดไหน? ก็เอารูปนี้ไปดูก็คงเก็ทกันนะครับ

RX-7 VeilSide

RX-7 กับชุดแต่งที่สวมทั้งตัวบอดี้โครงรถของ VeilSide

(ราคาตกสี่สิบหมื่น หรือสี่แสนบาทได้ รวมค่าสีและดัดแปลงทุกอย่างเสร็จ = =")

คงไม่ต้องบอกนะ เพราะมันไปปรากฏตัวใน Fast and Furious -Tokyo Drift-

ในฐานะรถของฮาน ที่เก็บพระเอกไปเป็นลูกน้อง

และแล้วสายตระกูล RX-7 ก็ถึงเวลาจบลง...

สู่ยุคใหม่ในปี 2003

มาสด้าเปิดตัว RX-8 กับรหัสตัวถัง SE3P

Mazda RX-8 

แต่ว่าเสียงตอบรับกลับไม่เท่า Rx-7 คงเพราะเครื่องที่ได้รับการพัฒนาแต่ว่าไม่แรงสะใจเท่ากับที่เคยอยู่ใน RX-7

แม้ว่าจะเป็นรหัสเครื่องโรตารี่ 13B เช่นกัน แต่ความสะใจ(เท่าที่อ่านมาจากผู้ใ้ช้หลายๆคน)แพ้อยู่พอควร

จนบางคนเอาเครื่องเก่า RX-8 ไปเปลี่ยนมาใส่เครื่องของ RX-7 กันทีเดียว

ความดังยังเทียบกับพี่ชายที่ออกมาก่อนไม่ได้เสียด้วย ผมก็เห็นใจนะแต่มันก็ช่วยไม่ได้อะ =w=

โดยทุกคนอาจไม่รู้ว่าเครื่องยนต์ของสายนี้เป็นเครื่องอะไร?

มันคือเครื่องโรตารี่ครับ ถ้าสืบประวัติมาไม่ผิด (ถ้าผิดขออภัย >/|\<) เป็นเครื่องยนต์ที่อยู่ในเครื่องบินสมัยก่อนมาก่อน เป็นเครื่องยนต์ประหลาด

เพราะลูกสูบธรรมดาจะเป็นก้านกระทุ้งแบบนี้

ลูกสูบ 

แต่ว่าของโรตารี่ไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิ!!

Rotary 

เอาละวา!! มันจะทำงานยังไงเนี่ย?

เอาเป็นว่าเอาคลิปนี้ไปดูก่อนนะครับ

http://www.youtube.com/watch?v=oGrD7FTFLJc

และขอกล่าวต่อ

โรตารี่เป็นเครื่องที่รอบจัดทีเดียว พอกดคันเร่งสักทีรอบก็พุ่งไปอย่างต่ำ 3,000-4,000 รอบได้แล้ว

และรถจะเริ่มแสดงพลังออกมาเมื่อเครื่องหมุนไปถึง 7,000 รอบ มันจะเริ่มแสดงความดุของมันออกมาให้คุณคุมมันหละ

โดย RX-7,8 ใส่โรตารี่มา 2 ลูกเท่านั้น ลองทายกันดูสิครับว่าเครื่องกี่พัน cc.?

2,000cc.? มะช่ายๆ เยอะไป

1,600cc.? เยอะอยู่นา ยังเยอะ

อยากบอกว่ามันแค่ 1,300cc.!! นะจ๊อดด!!?? แต่มันเป็น 1,300cc. ที่พุ่งไป 230km+ ได้!?

ตายละวา ทุกคนคงจะงงแย่เลย แค่เท่านั้นมันพุ่งได้ขนาดนั้นเชียวเหรอ!? โกหกกันป่าวเนี่ย

ไม่หรอกครับ เพราะว่ารอบที่หมุนจัดนั่นแหละ เท่ากับว่ามันทำงาน 2 เท่าของเครื่องยนต์ลูกสูบ

ช่างที่รู้ๆกันถ้าอยากเทียบโรตารี่กับเครื่องลูกสูบก็ต้องเอา 2 มาคูณที่เครื่องโรตารี่

เท่ากับว่า 1,300cc X 2 = 2,600cc.

คงไม่สงสัยกันแล้วนะ เพราะว่ารอบจัดๆของมันกับเทอร์โบสักลูกดีๆก็พามันวิ่งกระจุยได้แล้วหละ ^^

แต่ว่าความแรงของมันก็ต้องแลกกับการ "ไม่ประหยัด" น้ำมันให้คุณแทบกรี๊ดเล่นกับอัตราซด

6-9km/Ltr. ถ้าความเร็วไม่สูง รอบอยู่ไม่ถึง 5,000 รอบดี และ 3-4km/Ltr. เมื่อต้องการ"ซิ่ง"

อ่านไม่ผิดหรอกครับ กินเยอะจริงๆ = =" แต่คนรักก็ยังยอมจ่ายเพราะเสียงเครื่องมีเอกลักษณ์เพราะอย่าบอกใคร (เจ้าของบล็อกก็เป็นแฟนเสียงเครื่องโรตารี่ครับ =w=") 

ที่ได้ยินข้อมูลมาเพิ่มนะครับ RX-9 ก็ยังคงใช้เครื่องโรตารี่ 2 ลูกเหมือนเดิม โดยจะพัฒนาเพิ่มด้าน

1. ให้ได้แรงมากขึ้นกว่าเดิม 30%

2. ประหยัดน้ำมัน 20%

และอาจจะใส่ระบบอัดอากาศ (เทอร์โบ) มาด้วย โดยแรงม้าจะได้ประมาณ 280 ตัวได้ หากว่าข่าวจั่วหัวมาไม่ผิด

ในสายตาผม ผมชอบมากทีเดียวนะโดยเฉพาะ RX-7 FD3S ที่เป็นดาวค้างฟ้า ราคาที่สืบๆมา 1.4ล้านเป็นอย่างต่ำทีเดียวเชียว (อู้ว~) ไม่ไหว ราคาแพงกว่ารถใหม่ๆสักคันซะอีก

สำหรับทุกท่านคิดว่ายังไงครับสำหรับสายตระกูล RX ของมาสด้า? คิดว่าเป็นยังไงบ้างครับ? 

edit @ 6 Oct 2009 21:26:14 by 暁或無_-_Akatsuki Arumu

edit @ 6 Oct 2009 21:28:03 by 暁或無_-_Akatsuki Arumu

edit @ 10 Nov 2009 09:03:28 by 暁或無_-_Akatsuki Arumu

ทุกคนคงรู้จักอยู่แล้วละมั้งครับกับคำว่า

 "นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต..." เนอะ?

ว่าแต่ว่า? นะโมเนี่ยมาจากไหนหว่า?

นะโมมาจากคำสองคำในทางศาสนา (อ้างอิง มุตโตทัย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) โดย

นะ=หมายถึงน้ำ เป็นตัวแทนของแม่ที่ให้ที่ก่อกำเนิด

โม=หมายถึงแผ่นดิน ตัวแทนของพ่อที่ให้การก่อกำเนิด

ดังนั้นการกราบไหว้พระครั้ง ใดที่ขึ้นนะโม ด้วยกุศโลบายทีว่่า

"ยกย่องพ่อแม่ผู้เป็นบุพาจารย์" จึงนำพ่อแม่ขึ้นนำว่าเป็นอาจารย์คนแรกแล้วค่อยว่าด้วยคาถาต่อ โดยเมื่อแปลนโมโดยเต็มคำไม่แยกเป็นสอง จะหมายถึง "ขอนอบน้อม"

แล้ว? เมื่อสลับสระกันล่ะ?

นะโมก็จะกลายเป็น ม(ะ)โน ที่แปลว่า "จิต"

ดังนั้น นะโมก่อมโน = พ่อแม่ก่อกำเนิดจิตแห่งเรา ก่อกำเนิดร่างกายโดยมอบธาตุสองเป็น "มูลมรดก" แก่เราก่อน

ธาตุทั้งสองได้แก่ ดินกับน้ำ

ดิน = ร่างกาย จากพ่อ (รวมทั้งสิ่งก่อเกิดจากดินคือไม้ = เส้นผมกับขนต่างๆ)

น้ำ = หมายถึงของเหลวต่างๆ รวมทั้งมดลูกที่มีน้ำคอยดูแลเราก่อนกำเนิด

ตามมาด้วย ไฟ = ความร้อนที่ทำให้ร่างกายมีความอบอุ่น มีชีวิตขึ้นมา

สุดท้ายเมื่อออกมาจากกายแม่ก็มีลมมาอาศัยในร่าง เป็นอันว่ากำเนิดเป็นคน

 

สรุปครบธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ (เอ หรือว่าเรียงใหม่เป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ดีหว่า)

 

ดังนั้นนะ ทุกคนที่อ่านเรื่องนี้แล้ว อย่าลืมคิดถึงบุพพาจารย์ของพวกเราด้วยล่ะ... ^^ 

edit @ 10 Nov 2009 09:04:22 by 暁或無_-_Akatsuki Arumu